ชีวิตสดใส
ชีวิตสดใส

19 ข้อเท็จจริงที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับโรงแรมแบบรวมทุกอย่างที่ผู้ดูแลโรงแรมที่มีประสบการณ์พยายามซ่อนเอาไว้

โรงแรมแบบรวมทุกอย่างได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวมาซักระยะนึงแล้ว แต่มีความลับมากมายที่คุณควรรู้ ซึ่งอาจคาดไม่ถึงกันเชียวล่ะ แม้แต่กับนักเดินทางมากประสบการณ์ก็ตาม ทั้งโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร ชายหาดที่สวยงามสะดวกสบาย สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

พวกเราที่ชีวิตสดใสอยากได้การพักผ่อนอย่างดีที่สุด วันนี้เราเลยจะมาบอกคุณในสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรงแรมแบบรวมทุกอย่าง ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกได้ถูก เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับวันหยุดพักร้อน

1. การหั่นผักและผลไม้เป็นเคล็ดลับเกี่ยวกับความอยากอาหาร

โต๊ะอาหารมักตกแต่งด้วยแตงโม ฟักทอง แตงกวา และหัวไชเท้าที่หั่นไว้ แต่การแกะสลักไม่ได้เป็นแค่ศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีหลอกล่อแขกอีกด้วย ตามคำบอกของเชฟที่ทำงานในโรงแรม พวกเขาแกะสลักผักและผลไม้มากกว่าทำอาหารจริง ๆ ถึง 3 เท่า โดยอาหารสวย ๆ เหล่านี้ถูกวางอยู่บนโต๊ะตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อดึงดูดความสนใจ และวิธีนี้เองก็ทำให้แขกไม่ได้สังเกตว่าพวกเขากินได้น้อยกว่าตอนที่ไม่มีผลไม้อยู่ในเมนูเสียอีก

2. บุฟเฟ่ต์มีอิทธิพลต่อราคา

โรงแรมแบบรวมทุกอย่างแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รวมแบบมาตรฐาน, รวมแบบปานกลาง และรวมแบบเต็มที่ ซึ่งดูเหมือนว่าถ้ามีดาวให้คะแนนโรงแรม ระบบพวกนี้ก็ไม่จำเป็น แต่ความจริงแล้วทุกประเภทล้วนมีข้อกำหนดที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น นอกจากนี้การแบ่งประเภทแบบนี้ทำให้โรงแรมสามารถเพิ่มราคาได้ ถ้าบุฟเฟ่ต์ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ร้านอาหาร และหากโรงแรมไม่เป็นไปตามข้อกำหนดขั้นต่ำ ก็อาจชวดสถานะโรงแรมแบบรวมทุกอย่างได้

3. โรงแรมหลายแห่งหวงอาหาร

โต๊ะอาหารในโรงแรมแบบรวมทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยสลัดผักและผลไม้ อีกทั้งยังมีบริการจัดส่งผลไม้ที่หั่นสวย ๆ ไปยังห้องของคุณได้ แต่บ่อยครั้งที่คุณอาจเจอวัตถุดิบราคาถูกมาก ๆ ที่ถูกปลดออกจากชั้นวางในคลังสินค้าและร้านค้าแล้ว โดยหน่วยงานด้านความปลอดภัยทำการตรวจสอบสิ่งนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งแสดงให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าโรงแรมบางแห่งซื้อเฉพาะอาหารที่หมดอายุแล้วเท่านั้น

4. อาหารทะเลอาจกลายเป็นอาหารกระป๋อง

คนที่ชอบอาหารทะเลจำเป็นต้องรู้ “เคล็ดลับ” ที่เชฟในโรงแรมหลายแห่งใช้ ในหลายครั้งพวกเขาใช้อาหารกระป๋องที่เอาไปแช่ไว้ในเบียร์ก่อนเสิร์ฟ แล้วด้วยวิธีนี้เองพวกเขาจึงลวงตาความสดของอาหารได้สำเร็จ

5. พวกเขาอาจเสิร์ฟเนื้อปลาฉลามแทนปลาเทราท์

สิ่งนี้เกิดขึ้นในกรณีที่แม้แต่นักวิจารณ์อาหารเอง ก็ไม่สามารถบอกว่าเป็นปลาชนิดใดชนิดหนึ่งได้ แล้วภายใต้หน้าตาของปลาแซลมอนหรือปลาเทราท์ คุณก็อาจได้รับเนื้อปลาฉลามซึ่งมีราคาถูกและหาง่ายกว่าแทน โดยเชฟโรงแรมจงใจต้มเนื้อปลาฉลามในน้ำเกลือเพื่อเบลอรสชาติ ดังนั้นเนื้อปลาฉลามจึงถูกนำเสนอเป็นปลาชนิดต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

6. พวกเขาอาจไม่เอ่ยถึงเรื่องการรีโนเวท

โดยปกติแล้ว โรงแรมจะไม่แจ้งให้แขกของตนทราบว่ากำลังมีการรีโนเวทใด ๆ อยู่ ดังนั้นเมื่อมาถึง แขกก็อาจเจอกับความประหลาดใจที่ไม่อยากจะเจอก็ได้ และเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว คุณควรโทรติดต่อโรงแรมล่วงหน้าหรือขอให้บริษัทนำเที่ยวของคุณดำเนินการเรื่องนี้

7. ส่วนลดอาจเกิดจากความผันผวนของธรรมชาติ

บ่อยครั้งที่โรงแรมมักจะมอบข้อเสนอที่ดีสุด ๆ ในช่วงฤดูที่มีปัญหาสภาพอากาศ อีกทั้งมีสิ่งที่เรียกกันว่า “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งประกอบด้วยประเทศที่อ่อนไหวต่อแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดมากที่สุด เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ประเทศเหล่านี้ล้วนมีศูนย์ภัยพิบัติที่คอยให้ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวเกี่ยวกับอันตรายที่จะเกิดขึ้น

8. การเดินทางด้วยรถบัสรับส่งอาจใช้เวลาสักพักหนึ่ง

หากโรงแรมที่คุณเลือกมีบริการรถรับส่งฟรีทั้งขาไปและกลับจากสนามบิน คุณควรสอบถามรายละเอียด ประเด็นคือ บางครั้งรถบัสก็พานักท่องเที่ยวไปส่งยังโรงแรมต่าง ๆ ตลอดทาง ดังนั้นการเดินทางที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที อาจใช้เวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากผู้โดยสารบางคนอาจมาถึงช้า

9. ที่เที่ยวสำหรับเด็กอาจมีราคาสูง

บ่อยครั้งโฆษณาของโรงแรมแสดงโปรแกรมประเภทต่าง ๆ สำหรับเด็ก และเอ่ยถึงบริการพี่เลี้ยงเด็กกับผู้ให้ความบันเทิง ประเด็นก็คือ พวกเขาไม่ค่อยเตือนผู้ปกครองหรอกว่าบริการเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งการดูแลเด็กให้ไม่ว่างตลอดทั้งวันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก บางครั้งบริการฟรีเพียงอย่างเดียวที่มีให้ก็คือการเข้าชมสวนน้ำ ส่วนบริการอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนเพิ่มเติม

10. ทิปไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความสุภาพ

ธรรมเนียมยอดนิยมในการให้ทิปแก่พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานยกกระเป๋าหรือบาร์เทนเดอร์ ไม่ได้เป็นเพียงธรรมเนียมที่ดี ประเด็นคือ พนักงานไม่ค่อยได้รับค่าตอบแทนที่ดีนัก ดังนั้นทิป 166 บาท ($5) ถึง 333 บาท ($10) จึงสามารถสร้างความแตกต่างได้เลยทีเดียว

11. ความบันเทิงทางน้ำอาจมีราคาแพงมาก

บรรดาหน้าเว็บออนไลน์สีสันสดใสของโรงแรมในโลกโซเชียล ล้วนเต็มไปด้วยภาพของนักท่องเที่ยวที่มีความสุขไปกับการนั่งเรือ เล่นสกีน้ำ และกระดานโต้คลื่น ความบันเทิงประเภทต่าง ๆ เหล่านี้มักจะดูเหมือนของฟรี แต่ในความเป็นจริงแล้ว กิจกรรมสนุก ๆ เหล่านี้มีราคาแพงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการโค้ชเพื่อแนะนำคุณ โดยเฉลี่ยเวลา 1 ชั่วโมง คุณสามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 1,666 บาท ($50) ถึง 6,664 บาท ($200)

12. อาจห้ามลงเล่นน้ำ

หลังจากที่คุณเพลิดเพลินไปกับภาพถ่ายอันน่าทึ่งของชายหาดบนเว็บไซต์โรงแรมที่คุณชอบแล้ว ขอให้ตรวจสอบล่วงหน้าว่าแขกสามารถลงเล่นน้ำได้หรือไม่ เพราะอาจมีกระแสน้ำอยู่ใต้น้ำที่ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้รีสอร์ททุกแห่งมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำทุกปี ชายหาดถูกทำเครื่องหมายด้วยธงสีน้ำเงินเป็นพิเศษ หากน้ำมีคุณภาพดี และมีธงสีดำในกรณีที่ตรงข้าม ซึ่งอย่างหลังมักจะเป็นชายหาดที่นักท่องเที่ยวทิ้งขยะไว้มากมาย ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม คุณควรทราบสภาพของชายหาดที่คุณจะไปให้ชัดเจน

13. การพักผ่อนบนชายหาดอาจมีราคาแพงมาก

โรงแรมแบบรวมทุกอย่างแล้วหลายแห่งเรียกเก็บเงินเพิ่มสำหรับการเช่าเก้าอี้นั่งเล่น ร่ม และสิ่งของบน “ชายหาด” อื่น ๆ แล้วก็เป็นไปได้ที่จะจ่ายเงินประมาณ 666 บาท ($20) ต่อวัน ในการพักผ่อนบนชายหาดแบบรายวัน

14. การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นอาจไม่แพง

ไม่ว่าประเทศต่าง ๆ จะดูเป็นมิตรสำหรับนักท่องเที่ยวแค่ไหนก็ตาม คุณอาจไม่สามารถดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมที่แท้จริงในช่วงวันหยุดได้ ประเด็นก็คือ โรงแรมทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้แขกอยู่ในที่พักของตนเอง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ราคาไกด์ทัวร์นั้นดูน่าขันสำหรับแขกส่วนใหญ่ แล้วพวกเขาก็เหลือเพียงสิ่งที่ทางโรงแรมเสนอให้เท่านั้น

15. พวกเขาหวงไฟฟ้าในห้องพัก

เมื่อคุณเข้าห้อง ให้ตรวจสอบตัวควบคุมกำลังไฟของตู้เย็น ประเด็นคืออาหารมักจะเสีย เพราะในโรงแรมหลายแห่งตั้งตัวควบคุมกำลังไฟไว้ที่ระดับต่ำสุด ซึ่งวิธีนี้เป็นการประหยัดไฟฟ้า แต่ว่าอาหารและเครื่องดื่มนั้นอุ่นเชียวล่ะ

16. ไม่ควรนอนบนเตียงที่จัดแต่งไว้จะดีกว่า

เมื่อคุณเข้าไปในห้องแล้ว ให้ถอดผ้าคลุมเตียงออกแล้วนำไปวางไว้ที่อื่น เพราะมันยากที่จะจินตนาการได้ว่ามีคนล้มตัวนอนกี่คนก่อนจะมาถึงคุณ ดังนั้นอย่านอนลงบนเตียงที่จัดแต่งไว้ เพราะผ้าคลุมแค่ปูทับบนผ้าผืนสะอาดอีกที แถมยังแค่ซักเดือนละครั้ง และโรงแรมบางแห่งก็ซักมันทุก ๆ 6 เดือนเท่านั้น

17. คุณอาจเจอแก้วน้ำสกปรก

แก้วน้ำในร้านอาหารและห้องพักในโรงแรมดูเหมือนจะสะอาด แต่ก่อนที่คุณจะเข้าพักในห้องนั้น พวกเขาอาจจะแค่เช็ดแล้วเอามันกลับไปวางไว้ที่ชั้น ดังนั้นก่อนใช้ควรล้างให้สะอาด

18. การฆ่าเชื้อในห้องไม่ได้ช่วยเรื่องแมลง

แม้แต่โรงแรมที่หรูหราที่สุดก็ยังมีปัญหานี้ โดยแมลงอาจปรากฏขึ้นหลังจากแขกคนก่อนที่เข้าพัก และจบลงในกระเป๋าเดินทางของใครซักคน ซึ่งข้อเท็จจริงที่น่าอึดอัดนี้ไม่เคยเผยให้ใครได้รู้ เพื่อปกป้องชื่อเสียงของพวกเขา และหากแมลงที่ไม่พึงประสงค์นี้เข้ายึดพื้นที่ของโรงแรมแล้ว ก็ยากที่จะกำจัดพวกมันได้ เพราะแมลงจะอาศัยอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ ผ้าห่ม และหมอนนุ่ม ๆ อย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าโรงแรมส่วนใหญ่จะมีขั้นตอนการฆ่าเชื้อก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำกันบ่อยนัก เพราะการปล่อยให้ห้องว่างทั้งหมดนั้น หมายถึงการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล

19. หากคุณทำการจองห้องพักโดยตรงกับโรงแรม คุณอาจชวดห้องพักของคุณได้

โรงแรมพยายามที่จะรับการจองห้องพักโดยตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในกรณีนี้ พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าแต่ละราย แต่บางครั้งเมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่มาถึงและทางโรงแรมมีห้องว่างไม่พอ ดังนั้นการจองห้องพักโดยตรงจึงได้รับผลกระทบมากที่สุด และแน่นอนว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ทางโรงแรมจะขอยกเลิกการจองห้องพักโดยตรง (ซึ่งมีเพียง 1 ห้อง) ดีกว่าปฏิเสธที่จะรับทั้งกลุ่ม

คุณเคยเจอปัญหาในช่วงวันหยุดพักร้อนที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากคุณรู้ความลับเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า ?

เครดิตภาพพรีวิว needpix
ชีวิตสดใส/สถานที่/19 ข้อเท็จจริงที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับโรงแรมแบบรวมทุกอย่างที่ผู้ดูแลโรงแรมที่มีประสบการณ์พยายามซ่อนเอาไว้
แชร์บทความนี้
บทความต่างๆ ที่คุณน่าจะชื่นชอบ